รีวิวหนังไทย :The Wall (2018) เณรกระโดดกำแพง

 


เรื่องราวของสามเณรรูปหนึ่งในรูปแบบของหนังสารคดีที่ซ้อนทับกับหนังฟิกชัน ภาพของคนทำหนังที่พยายามกระเสือกกระสนหาทางให้ตัวเองได้ทำตามความฝัน กับสามเณรหนุ่มที่ยอมทำผิดจริยธรรมเพื่อให้ตัวเองได้ดูหนัง กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักอันแรงกล้าที่พวกเขามีต่อ ‘ภาพยนตร์’โดยเฉพาะเมื่อมันถูกถ่ายทอดออกมาผ่านชีวิตของผู้กำกับ ที่ครั้งหนึ่งตัวเขาก็เคยบวชเป็นสามเณรด้วย และเรื่องราวเหล่านั้นก็ได้ไหลรวมกันกลายเป็นความหลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ ที่สามารถบันทึกช่วงเวลาต่างๆ ได้ แม้มันจะกลายเป็นอดีต ทั้ง ผู้คน เพื่อนฝูง ครอบครัว หรือแม้แต่ความทรงจำ ในที่นี้ภาพของกลุ่มคนทำหนังที่พยายามวิ่งตามความฝันจึงกลายเป็นเหมือนอนาคตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ การต่อสู้กับความจริงอันโหดร้ายในฐานะคนทำหนังอิสระจึงเป็นเรื่องที่เสียดแทงตัวเขาและทีมงาน ที่ร่วมเดินทางตามหาสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ พลางเจรจาต่อรองกับทุกฝ่ายเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ก็ต้องพบความจริงว่าโลกไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องเล่าและงานศิลปะขนาดนั้น เมื่อเด็กหนุ่มที่มาเรียนทำหนังกับเขาได้พูดหยอกล้อกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า “ถ้าพี่ทำหนังแบบนี้ไปอีกสัก 20 เรื่องโลกก็จะหันมามองเอง” คำถามก็คือในฐานะคนทำหนังตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เขามีสิทธิ์ที่จะเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากจะเล่ามากขนาดนี้เลยหรือ ในโลกที่ทุกอย่างต้องสร้างขึ้นมาจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และบางทีกว่าจะไปถึงจุดนั้นชีวิตของเขาก็อาจไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะได้ทำหนังอีกต่อไปแล้ว เช่นเดียวกับที่ Martin Scorsese เคยพูดเอาไว้ว่า “ตัวเขามีเรื่องที่อยากจะเล่าอีกมากมาย แต่เมื่อถึงเวลามันก็สายเกินไปแล้ว” ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องร้ายเสมอไป เมื่อการเดินทางมาดูสถานที่ทำหนังเรื่องใหม่ทำให้เขาพบเจอกับผู้คนที่เคยข้องเกี่ยวในชีวิต นัยหนึ่งนอกจากการตามหาความฝันแล้ว การที่ได้เจอกับผู้คนเหล่านั้นยังกลายเป็นการทบทวนเรื่องราวในอดีตที่พวกเขาเคยมีร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่ถูกถักทอขึ้นมาด้วยสายใยของคนทำหนังและชาวบ้าน กลายเป็นภาพสะท้อนที่ยากจะเห็นได้จากหนังที่ใช้ดาราเล่น

ที่สำคัญคือ ทุกคนมีจุดร่วมเหมือนกันอย่าง ‘ความจน’ และการที่ได้เล่นหนังนั้นก็อาจเป็นบันไดที่จะนำพาให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากลำบาก และมันยิ่งขมขื่นขึ้นเมื่อบทสนทนาระหว่างผู้กำกับ กับอดีตนักแสดงผู้เคยเล่นเป็นพระเอกในหนังของเขา ได้เผยให้เห็นว่าสำหรับคนต่างจังหวัดแล้ว การเข้ากรุงเทพฯ อาจเป็นเหมือนโอกาส หรือทางรอดเดียวที่พวกเขามี แต่ท้ายที่สุดแล้วมันอาจไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งใดเลยนอกจากชีวิตที่หยุดนิ่งอยู่กับที่เดิม    รีวิวหนังการ์ตูนแอนิเมชั่น



Comments